คุณพอใจกับบริการเว็บไซต์ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาขอนแก่น มากน้อยเพียงใด ?

พอใจมากที่สุด
พอใจมาก
พอใจปานกลาง
พอใจน้อย
ควรปรับปรุง




 เริ่มนับ 17 ธ.ค. 2553
ผู้ใช้งานขณะนี้ 2 IP
สถิติวันนี้
60 คน
สถิติเดือนนี้
1573 คน
สถิติปีนี้
13073 คน
สถิติทั้งหมด
220301 คน
(Show/hide IP)
ทำไม? คนเราจึงหาว

วันพุธ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2558


“ทำไม? คนเราจึงหาว”


       มีหลายทฤษฎีที่พยายามอธิบายว่าทำไมคนเราจึงหาว แต่ส่วนใหญ่เชื่อกันว่า การหาวเป็นปฏิกิริยาตอบสนองทางร่างกายที่สั่งการโดยสมอง อาจเนื่องมาจากร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอในขณะนั้น จึงเกิดอาการหาวขึ้นเพื่อปรับตัว
      การหาว เป็นการหายใจลึกๆ เพื่อนำออกซิเจนเข้าไปในร่างกายให้มากขึ้น ร่างกายของเราจะต้องการออกซิเจนมากขึ้นเมื่อเรารู้สึกง่วงหรือเหนื่อย สมองของเราจะสั่งให้หาวเพื่อที่จะได้สูดอากาศบริสุทธิ์ที่มีออกซิเจนเข้าไปได้อย่างเต็มที่
      การหาวยังเป็นการเพิ่มระดับการตื่นตัว โดยเฉพาะเวลาที่มีความเครียดหรือความกดดัน ซึ่งทำให้อธิบายได้ว่า เหตุใดนักกีฬาที่กำลังจะลงแข่งขัน หรือนักเรียนที่กำลังจะเข้าห้องสอบจึงหาว
      หากไม่อยากหาวบ่อยๆ ควรหาเวลาพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เคร่งเครียด หลีกเลี่ยงจากมลพิษ และอยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก อาการหาวก็จะค่อยๆ ลดลง
      แต่หากทำแล้วยังไม่ได้ผล ยังหาวอยู่บ่อยๆ ไม่ต่ำกว่าวันละ 30 ครั้ง แนะนำให้ไปพบแพทย์ตรวจร่างกาย เพราะการหาวบ่อยๆ เป็นสัญญาณเตือนว่าอาจมีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหรือระบบทางเดินหายใจ
 
“ทำไมเราจึงหาวตามกัน”
      กิริยาอาการบางอย่างของคนเราสามารถเกิดขึ้นตามๆ กันได้ เช่น เมื่อคนหนึ่งหัวเราะขึ้นมา คนอื่นก็อยากหัวเราะบ้าง อาการหาวก็เช่นกัน เมื่อคนหนึ่งอ้าปากหาว น่าแปลกที่คนอื่นมักจะหาวตาม
      สัตว์มีกระดูกสันหลังส่วนใหญ่ เช่น แมว สุนัข ก็หาวได้เช่นกัน โดยเป็นการหาวตามสัญชาตญาณ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิกิริยาตอบสนองที่เกิดจากวิวัฒนาการที่ถ่ายทอดสืบกันมา แต่สำหรับคน ชิมแปนซี และลิงกัง จะมีอาการหาวตามกันเมื่อเห็นหรือคิดว่าคนอื่นหรือสัตว์ตัวอื่นหาว
      นักวิทยาศาสตร์หลายคนเคยสงสัยเช่นกันว่า ทำไมการหาวจึงเป็นอาการที่ติดต่อถึงกันได้ ซึ่งจากการศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า การหาวตามกันอาจมาจากความต้องการในการแสดงอารมณ์ร่วมกับผู้อื่น
      ดร.อาสึชิ เซนจุ จากวิทยาลัยเบิร์กเบ็ก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยลอนดอน และนักวิจัยจากญี่ปุ่น ร่วมกันศึกษาอาการหาวตามกันในกลุ่มเด็กธรรมดาและเด็กออทิสติก และพบว่าเด็กออทิสติกจะไม่หาวตามกัน
      รายงานการศึกษาเรื่องนี้ตีพิมพ์ลงในวารสาร Biology Letters ดร.เซนจุ กล่าวว่า นี่เป็นการศึกษาชิ้นแรกที่แสดงให้เห็นว่า การหาวตามกันไม่เกิดกับเด็กออทิสติก หรืออีกนัยหนึ่งคือ ความผิดปกติของพัฒนาการทางสมองอาจเป็นการสกัดกั้นอาการหาวตามคนอื่น
      ทั้งนี้ ออทิสซึ่มเป็นความผิดปกติของพัฒนาการทางสมอง ซึ่งทำให้เด็กไม่สามารถมีความผูกพันทางอารมณ์กับผู้อื่น
การศึกษาที่พบว่าเด็กออทิสติกหาวตามสัญชาตญาณ แต่ไม่หาวตามคนอื่น จึงบ่งชี้ได้ว่าการหาวตามกันอาจมีสาเหตุมาจากความต้องการแสดงอารมณ์ร่วม
 
“ความเชื่อเกี่ยวกับการหาว”
      ฝรั่งในสมัยโบราณเชื่อว่า การหาวทำให้วิญญาณออกจากร่าง ดังนั้นเวลาหาวจึงต้องเอามือปิดปากไว้ เพื่อไม่ให้วิญญาณหนีไป
      ที่มาของความเชื่อนี้ก็เนื่องมาจากในสมัยก่อนเด็กเกิดใหม่มักจะเสียชีวิต เพราะวิทยาการทางการแพทย์ยังไม่เจริญก้าวหน้าเช่นปัจจุบัน เมื่อสังเกตเห็นเด็กหาวทันทีที่เกิด จึงเข้าใจว่าการหาวทำให้เสียชีวิต ซึ่งอันที่จริงสามารถอธิบายทางวิทยาศาสตร์ได้ว่าเป็นปฏิกิริยาธรรมชาติที่เด็กจะสูดเอาออกซิเจนเข้าปอด
      ในสมัยนั้นจึงมีคำแนะนำให้แม่นั่งเฝ้าลูกน้อยเป็นพิเศษในช่วงเดือนแรกๆ หลังคลอด เพื่อคอยปิดปากลูกเวลาหาว เพราะเด็กยังปิดปากตัวเองไม่ได้ ความเชื่อดังกล่าวจึงกลายมาเป็นมารยาทในการหาวจนถึงปัจจุบัน
      มารยาทอีกอย่างหนึ่งของการหาวที่อาจพบเห็นได้ ก็คือ การหันหน้าไปทางอื่น หรือแม้แต่การกล่าวคำขอโทษออกมาหลังจากหาว
      ที่มาของเรื่องนี้ก็คือ เมื่อคนสมัยโบราณสังเกตเห็นว่าเมื่อคนหนึ่งหาว คนที่อยู่ใกล้ๆ ก็มักจะหาวตามกัน ดังนั้นหากการหาวเป็นอันตรายต่อผู้หาว อันตรายนี้ย่อมติดไปถึงผู้อื่นด้วย เวลาหาวจึงหันหน้าหนีเพื่อไม่ให้คนอื่นเห็น ส่วนการขอโทษก็เป็นเสมือนการแสดงความเป็นมิตรกับยมทูตที่จะมาพรากวิญญาณไปนั่นเอง

แนวทางแก้ไข
      1. เพิ่มเวลาการนอน ในช่วงเวลากลางคืน อย่างน้อยคือ 8 ช.ม. ลองดูเป็นเวลา 1 สัปดาห์ หากอาการง่วงนอนกลางวันยังไม่ดีขึ้น แสดงว่าอาจเกิดจากสาเหตุอื่น
      2. บริหารลมหายใจ กระตุ้นร่างกาย ปลุกตัวเองให้กระฉับกระเฉงเพียงแค่หายใจเข้าออกถี่ๆ ทางจมูก หุบปากตามสบาย จนรู้สึกว่ากล้ามเนื้อที่ฐานต้นคอเหนือกระดูกไหปลาร้า และที่กระบังลมเกิดการเคลื่อนไหวตาม วิธีนี้ทำบ่อยๆ จะทำให้ร่างกาย  แข็งแรงจะรู้สึกมีพลัง ตื่นตัวแก้ง่วงได้ดีนัก
      3. จิบน้ำระหว่างวัน ควรเป็นน้ำอุ่นอุณหภูมิห้องเพื่อให้ร่างกาย  ดูดซึมไปใช้ในระบบไหลเวียนมาเลี้ยงเลือดได้ทันที ช่วยเพิ่มความสดชื่น กระปรี้กระเปร่าได้ดี
      4. ปรับเปลี่ยนอิริยาบถ โดยการลุกเดินหากิจกรรมทำก็เป็นการกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวได้
      5. งีบหลับสัก 10-15 นาที มีงานวิจัยชี้ว่า การงีบหลับสัก   10-15 นาที เมื่อตื่นขึ้นมาจะรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า พร้อมรับกับสถานการณ์ช่วงบ่ายได้เป็นอย่างดี แต่วิธีนี้ควรทำเมื่อถึงจุดวิกฤติแนะนำว่าควรหามุมส่วนตัวก็จะดียิ่งเป็นที่ทำงานด้วยแล้วอาจถูกตำหนิ
      6. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เป็นอีกทางที่ช่วยเติมพลังได้อย่างไม่น่าเชื่อ ลองหาเวลาออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง    ครั้งละไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง สมองปลอดโปร่ง สุขภาพร่างกายแข็งแรง
 
ขอขอบคุณข้อมูลจาก  http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9520000107280

 

เข้าชม : 537


บทความ 5 อันดับล่าสุด

SAR ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาขอนแก่น ปีงบประมาณ 2560 ( 12 ธ.ค. 2560 )
มารู้จัก "โคลน/ทรายดูด" พร้อมข้อปฏิบัติฉุกเฉิน ก่อนจะยิ่งจมกว่าเดิม ( 28 ก.ย. 2559 )
แอบส่อง! อาหารนักบินอวกาศ ที่ไม่เหมือนกับอาหารคนบนโลก ( 28 ก.ย. 2559 )
ความเชื่อที่ผิด! "สุนัขต้องกิน+แทะกระดูก" คนให้อาจจะบาปไปตลอดชีวิต ( 28 ก.ย. 2559 )
สงสัยมั้ย? "เพนกวิน" ทนอยู่กับหนาวเย็นทั้งชีวิตได้ยังไง ( 28 ก.ย. 2559 )
© Copyright 2010, allright reserved by ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาขอนแก่น
ถนนมิตรภาพ (กม.ที่ 44-45) ต.บ้านไผ่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น 40110  โทรศัพท์  043-274154 - 5   แฟ็กซ์  043-274046

ระบบจัดการเว็บไซต์    ขอนแก่นเว็บดอทคอม