คุณพอใจกับบริการเว็บไซต์ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาขอนแก่น มากน้อยเพียงใด ?

พอใจมากที่สุด
พอใจมาก
พอใจปานกลาง
พอใจน้อย
ควรปรับปรุง




 เริ่มนับ 17 ธ.ค. 2553
ผู้ใช้งานขณะนี้ 1 IP
สถิติวันนี้
18 คน
สถิติเดือนนี้
1195 คน
สถิติปีนี้
5695 คน
สถิติทั้งหมด
212923 คน
(Show/hide IP)
โรคที่มากับแดด

วันจันทร์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2555


โรคที่มากับแดด



ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งซึ่งอยู่ ในแถบโซนของการมีแสงอาทิตย์เกือบตลอดทั้งปี คนไทยจะชินกับอากาศร้อนและการมีเหงื่อออกเกือบตลอดทั้งวัน ดังนั้นในครอบครัวที่พอมีอันจะกินจึงมักมีเครื่องปรับอากาศใช้ภายในบ้าน แสงอาทิตย์นั้นมีทั้งคุณประโยชน์มากมาย แต่ก็มีโทษด้วยในเวลาเดียวกัน โรคหนึ่งที่มากับแสงแดดคือโรคมะเร็งผิวหนัง โรคนี้เป็นโรคที่อันตรายแต่สามารถป้องกันได้ เราลองมาศึกษาและหาทางป้องกันโรคนี้กันเถอะ
มะเร็งผิวหนังคืออะไร

มะเร็งผิวหนังคือการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ผิวหนังที่ผิดปกติ โดยมีลักษณะเป็นผื่นขุยๆ หรือมีลักษณะเป็นก้อนเนื้อบริเวณชั้นตื้นๆที่ถูกทำลายและลุกลามไป มีเนื้อสีที่แตกต่างจากเดิมหรืออาจจะมีลักษณะเป็นไฝที่โตขึ้นเรื่อยๆ อาการของโรค มีการระคายเคืองที่ผิวหนังบ่อยๆ เป็นแผลเรื้อรัง หรือเป็นๆ หายๆ มีลักษณะเหมือนก้อนเนื้อ มีเลือดออก เป็นต้น

สาเหตุของโรค
 
มะเร็งผิวหนังอาจเกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม การใช้ยาบางชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งแสงแดดเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เซลผิวหนังมีการพัฒนาไปสู่ การเป็นมะเร็งได้ เด็กที่ได้รับแสงแดดมากเกินไปมีโอกาสเป็นมะเร็งผิวหนังสูงกว่าเด็กที่ไม่ได้ รับแสงแดด คนส่วนใหญ่ได้รับแสง UV มากกว่า 50% ก่อนมีอายุครบ 20 ปี การป้องกันไม่ให้เด็กเล็กหรือเด็กวัยรุ่นได้รับแสงแดดมากเกินไปจะช่วยลดการ เกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้

กลุ่มเสี่ยงของผู้ที่จะเป็นมะเร็งผิวหนัง

แต่เดิมเคยมีความเชื่อว่าคนผิวขาวจะเป็นมะเร็งผิวหนังมากกว่าคนที่มีผิวสี เข้ม แต่แท้จริงมะเร็งผิวหนังสามารถเกิดขึ้นได้กับสีผิวทุกสี โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีลักษณะดังนี้

- คนที่มีประวัติของญาติพี่น้องที่เป็นโรคมะเร็งผิวหนัง
- ผู้ที่ต้องทำงานกลางแดดบ่อยๆ โดนแดดโดยตรงบ่อยๆ จะมีผลให้เกิด

ความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนังได้

- คนที่มีผิวไหม้แดด (
sunburns) ตั้งแต่ยังเล็กมีโอกาสเสี่ยงต่อโรคนี้มาก งานวิจัยพบว่าคนที่มีแสงแดดไหม้บริเวณผิวหนังในช่วงวัยเด็กมีโอกาสเสี่ยงที่ จะเป็นมะเร็งผิวหนังได้มาก
- มีไฝธรรมดามากกว่า 50 จุด
- คนที่หน้าตกกระ
- ผู้ที่ทำศัลยกรรมด้านผิวหนังบ่อยๆ

การป้องกันมะเร็งผิวหนัง

สมาคมโรคผิวหนังในอเมริกา
The American Academy of Dermatology (AAD) ได้ให้คำแนะนำการป้องกันมะเร็งโรคผิวหนังไว้ดังนี้

- สวมเสื้อผ้าป้องกัน รวมทั้งสวมหมวกปีกกว้าง 4 นิ้ว และสวมแว่นตากันแดด
- ทาครีมกันแดดให้ทั่วตัวเด็กเมื่อออกแดดจัด หลีกเลี่ยงการออกแดดในช่วงเวลา 10 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น ( หลีกเลี่ยงทารกที่อายุต่ำกว่า 6 เดือน ที่จะสัมผัสกับแสงแดดโดยตรง)
- ใช้ครีมกันแดดประเภทป้องกันแสง UVA และ UVB ได้35% หรือมากกว่านั้น ใช้แม้แต่วันที่มีเมฆมาก ปัจจุบันมลพิษทางอากาศทำให้แสงแดด ส่องผ่านชั้นบรรยากาศสู่ตัวเราในเกณฑ์ที่มากเกินไปทำให้เกิดอันตรายได้ เราอาจสงสัยว่า ในแสงแดดมีรังสีที่เป็นอันตรายอะไรบ้าง

1. รังสี UVA

เป็นรังสีที่มีช่วงคลื่นยาว ระหว่าง 320-400
nm สามารถทะลุกระจกและเมฆ เข้าถึงภายในชั้นผิว ทำลายคอลลาเจนจึงทำให้ผิวร่วงโรย เกิดรอยเหี่ยวย่น, ผิวหย่อนยานแก่ก่อนวัย

2. รังสี UVB

เป็นรังสีที่มีช่วงคลื่นสั้น ระหว่าง 290-320
nm สามารถทำให้เกิดผิวไหม้ แดง และหากได้รับรังสีเป็นระยะเวลายาวนาน อาจทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้ เกิดจากการไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ เช่นทะเล หรือออกแดดจัด จะทำให้ผิวแสบแดงอักเสบ และยังเป็นสาเหตุของฝ้ากระอีกด้วย

ดังนั้นควรเลือกใช้ ครีมกันแดดที่เหมาะสมกับสถานการณ์และกิจกรรมที่ทำ เช่นกันน้ำ ทนเหงื่อ และป้องกันทั้ง
UVA และ UVB เป็นต้น

- ทาครีมกันแดดเมื่อว่ายน้ำ และทุก 2 ชั่วโมงเมื่อออกแดดซ้ำอีก
- เมื่อต้องอยู่ใกล้น้ำ ทราย หรือหิมะ ให้ใช้ร่มหรือหาอะไรบังมากกว่าปกติ เพราะน้ำ ทรายและหิมะจะสะท้อนแสงอาทิตย์ได้มากและมีโอกาสทำให้เกิดรอยไหม้ที่บริเวณ ผิวหนังได้ง่าย
- ให้ลูกสวมเสื้อผ้าที่ป้องกันแดดได้ รวมถึงบริเวณใบหน้าด้วย ให้ใส่หมวกที่มีปีก มีเงาคลุมหน้า หลังและคอ การสวมแว่นกันแดดจะช่วยลดแสงแดดอาทิตย์ที่จะส่งผลถึงตาได้ถึง 80% ทั้งยังสามารถป้องกันเปลือกตาและเลนส์ตาได้อีกด้วย

- หลีกเลี่ยงการอบตัวด้วยแสง UV โดยเครื่องทำผิวสีแทน ( Tanned Skin )
-เราสามารถได้รับวิตามิน D ได้จากสารอาหารที่รับประทาน ไม่จำเป็นที่จะต้องตากแดด
-ไม่ควรทาครีมกันแดดให้กับเด็กต่ำกว่า 6 เดือน ผู้ปกครองควรพยายามหลีกเลี่ยงการออกแดดกับเด็กเล็ก หากจำเป็นต้องทาครีมกันแดดให้กับเด็ก ให้ทาในปริมาณที่เหมาะสมอย่าทามากเกินไป

การตรวจมะเร็งผิวหนังสามารถทำได้ดังนี้
- ตรวจร่างกายทั้งข้างหน้า ข้างหลัง ซ้ายและขวา พร้อมกับยกมือขึ้นด้วย
- ตรวจดูท่อนแขนทั้งด้านใน และด้านนอก ฝ่ามือ และแขน ตรวจสอบระหว่างนิ้วมือ และเล็บด้วย
- ตรวจดูฝ่าเท้า หลังเท้า ขา และง่ามเท้า
- ทำความคุ้นเคยกับผิวหนังของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของไฝ กระ ฝ้า หรือตำหนิอื่น ๆ
- สังเกตความเปลี่ยนแปลงขนาด จำนวน รูปร่าง และสีของไฝ สิว ฝ้า ผื่นต่างๆ บนผิวหนังอยู่เสมอ


เข้าชม : 1371


บทความ 5 อันดับล่าสุด

SAR ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาขอนแก่น ปีงบประมาณ 2560 ( 12 ธ.ค. 2560 )
มารู้จัก "โคลน/ทรายดูด" พร้อมข้อปฏิบัติฉุกเฉิน ก่อนจะยิ่งจมกว่าเดิม ( 28 ก.ย. 2559 )
แอบส่อง! อาหารนักบินอวกาศ ที่ไม่เหมือนกับอาหารคนบนโลก ( 28 ก.ย. 2559 )
ความเชื่อที่ผิด! "สุนัขต้องกิน+แทะกระดูก" คนให้อาจจะบาปไปตลอดชีวิต ( 28 ก.ย. 2559 )
สงสัยมั้ย? "เพนกวิน" ทนอยู่กับหนาวเย็นทั้งชีวิตได้ยังไง ( 28 ก.ย. 2559 )
© Copyright 2010, allright reserved by ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาขอนแก่น
ถนนมิตรภาพ (กม.ที่ 44-45) ต.บ้านไผ่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น 40110  โทรศัพท์  043-274154 - 5   แฟ็กซ์  043-274046

ระบบจัดการเว็บไซต์    ขอนแก่นเว็บดอทคอม