คุณพอใจกับบริการเว็บไซต์ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาขอนแก่น มากน้อยเพียงใด ?

พอใจมากที่สุด
พอใจมาก
พอใจปานกลาง
พอใจน้อย
ควรปรับปรุง




 เริ่มนับ 17 ธ.ค. 2553
ผู้ใช้งานขณะนี้ 0 IP
สถิติวันนี้
32 คน
สถิติเดือนนี้
925 คน
สถิติปีนี้
2512 คน
สถิติทั้งหมด
209740 คน
(Show/hide IP)
เคล็ดลับอายุยืนด้วย 5 อาหารนานาชาติ

วันจันทร์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2555


เคล็ดลับอายุยืนด้วย 5 อาหารนานาชาติ


                     สมัยนี้กระแสการกินอาหารบุฟเฟ่ต์กำลังมาแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามโรงแรมใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ ที่ต่างขนโปรโมชั่นบุฟเฟต์อาหารนานาชาติออกมาเอาใจคนรักการกิน (จุ) กันอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งหลายคนมองว่าแทนที่จะได้ประโยชน์อาหารเหล่านี้กลับก่อให้เกิดโทษ ส่วนใหญ่เป็นผล มาจากการกินเยอะ และกินซ้ำในลักษณะบุฟเฟ่ต์ แต่หากรู้จักควบคุมและกินแต่เพียงพอดี จะพบว่าอาหารนานาชาตินั้นช่วยเสริมสร้างสุขภาพและมีส่วนสำคัญในการยืดอายุขัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาหารเมดิเตอร์เรเนียน อาหารจีน อาหารอินเดีย อาหารญี่ปุ่นและอาหารไทย ที่ถือเป็น Top 5 ของสุดยอดอาหารเพื่อสุขภาพของโลกกันเลยทีเดียว

                     อาหารเมดิเตอร์เรเนียน

                     เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพกายและใจ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีโรคประจำตัวอย่าง ''โรคหัวใจ'' เนื่องจากวัตถุดิบในการปรุงส่วนใหญ่มาจากแหล่งโปรตีนไขมันต่ำ อาทิ น้ำมันมะกอก มะเขือเทศ ผัก-ผลไม้ ออริกาโน่ โหระพา อบเชย (ซินนามอน) มะนาว และปลาทะเล ซึ่งนอกจากจะเป็นอาหารที่มีประโยชน์ ช่วยลดอัตราเสี่ยงของโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดและไม่ก่อให้เกิดไขมันส่วนเกินในร่างกายแล้ว อาหารเมดิเตอร์เรเนียนยังส่งผลดีต่อสภาพจิตใจอีกด้วย โดยผลจากการเก็บ

                     ข้อมูลนักศึกษากว่า 1 หมื่นรายที่รับประทานอาหารเมดิเตอร์เรเนียนมานานกว่า 4 ปี พบว่า นักศึกษาเหล่านั้นได้คะแนนในด้านคุณภาพชีวิตจากการทำแบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพจิตใจและร่างกายสูงกว่าคนที่ไม่ได้กินอาหารเมดิเตอร์เรเนียน นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการแนะว่าการรับประทานอาหารที่เน้นผักและปลาอย่างอาหารเมดิเตอร์เรเนียน ควบคู่กับการดื่มน้ำเปล่าวันละ 1.5-2 ลิตร และการดื่มไวน์ในปริมาณที่พอเหมาะจะช่วยเพิ่มอายุขัยได้ถึง 2-3 ปี

                     อาหารจีน

             หากดูอย่างผิวเผินจะพบว่าเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยไขมันและสารอาหารที่ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกาย เนื่องจากกรรมวิธีในการปรุงที่เน้นการใช้น้ำมันและแป้งเป็นหลัก แต่นั่นหมายความว่าหลายคนกำลังมองข้ามหลักการที่สำคัญข้อหนึ่งในการดำรงชีวิตของคนจีนซึ่งก็คือ "หยินหยาง" แนวคิดในเรื่อง "หยินหยาง" คือแนวทางสร้างสมดุลที่ถูกนำมาปรับใช้ในเรื่องของอาหารการกิน เนื่องจากอาหารทุกชนิดล้วนมีภาวะหยินและหยางอยู่ในตัว เราจึงจำเป็นต้องเลือกรับประทานให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย ณ ขณะนั้น ยกตัวอย่างเช่น หากมีอาการร้อนในก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารหยางที่จะยิ่งเพิ่มความร้อนในร่างกาย อย่าง ลำไย ทุเรียน และหันไปรับประทานอาหารหยินอย่างมังคุดที่มีสรรพคุณเป็นยาเย็นแทน ซึ่งตัวอย่างของอาหารหยินที่เราพบเห็นได้ทั่วไปในอาหารจีนก็ได้แก่ อาหารที่ให้ความเย็น มีรสชาติเค็ม ขม เปรี้ยว เช่น กล้วย ส้ม สาลี่ อ้อย แตงโม สับปะรด องุ่น มะพร้าว มะละกอ ถั่วเขียว ถั่วฝักยาว ถั่วเหลือง เต้าหู้ ชา แตงกวา มะเขือเทศ บวบ ขึ้นฉ่าย ข้าวโพด ปู เป็ด ห่าน หอยนางรม รวมทั้งอาหารที่ผ่านการปรุงด้วยกรรมวิธีต้ม นึ่ง ตุ๋น ส่วนอาหารหยาง ก็ได้แก่ อาหารที่ให้ความร้อน มีรสชาติเผ็ด หวาน เช่น  ขิงกระเทียม พริก ผักชี มะเขือยาว พริกไทย หอม เนื้อวัว ไก่ มะกอก งาดำ หัวหอม รวมทั้งอาหารที่ผ่านการปรุง ด้วยกรรมวิธีทอด ย่าง รมควัน เหล่านี้ เป็นต้น

                     อาหารอินเดีย

             ขึ้นชื่อในเรื่องของการปรุงด้วย ''เครื่องเทศ'' ที่มีหอม กระเทียม ลูกผักชี ขิง พริกไทยเม็ด อบเชย ใบกระวาน กานพลู และลูกจันทน์เทศเป็นส่วนประกอบหลักจึงมีสรรพคุณคล้ายสมุนไพรไทยที่ช่วยในเรื่องการทำงานของระบบย่อยและระบบเผาผลาญ นอกจากนี้คนอินเดียส่วนใหญ่ยังนับถือศาสนาฮินดูและมุสลิม ซึ่งฮินดูยกย่องให้วัวเป็นสัตว์ของเทพเจ้า ดังนั้นเนื้อวัวจึงเป็นอาหารต้องห้ามของชาวฮินดู ส่วนเนื้อหมูนั้นเป็นอาหารต้องห้ามของชาวมุสลิมซึ่งก็มีอยู่มากในประเทศอินเดียเช่นกัน ดังนั้นชาวอินเดียจึงนิยมรับประทานไก่และแพะแทนหมูและเนื้อวัว อิทธิพลในด้านศาสนาและความเชื่อยังส่งผลให้ ''อาหารมังสวิรัติ'' ได้รับความนิยมไม่แพ้อาหารประเภทอื่นๆ

                     นอกจากนี้คนอินเดียอีกส่วนหนึ่งยังมีแนวคิดในการกินตามหลัก ''อายุรเวท'' ที่มุ่งเน้นการผสานทั้งภายในและภายนอกให้เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ โดยการกินอาหารตามธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ การกินอาหารร้อนเพื่อกระตุ้นการย่อย และคำนึงถึงพฤติกรรมในการกินที่ไม่เร่งรีบหรือเฉื่อยช้าจนเกินไป รวมถึงการไม่กินมื้อต่อไปจนกว่ามื้อก่อนหน้าจะย่อยหมด ผลพวงของการรับประทานอาหารที่ละเว้นเนื้อสัตว์ เน้นการปรุงด้วยเครื่องเทศและใส่ใจในพฤติกรรมการกินที่เหมาะสม คือองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้อาหารอินเดียกลายเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากที่สุดชนิดหนึ่งของโลก

                     อาหารญี่ปุ่น

              จัดเป็นอีกหนึ่งสุดยอดอาหารเพื่อสุขภาพที่หลายคนคงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นอาหารที่ไม่เน้นการปรุงแต่งหรือดัดแปลงรสชาติดั้งเดิมของวัตถุดิบ แต่จะให้ความสำคัญกับความสะอาดและความสดใหม่ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของอาหารที่มีประโยชน์ โดยเมนูอาหารญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะทำมาจากปลา สาหร่าย และถั่ว ซึ่งอุดมไปด้วยโปรตีน กรดไขมันจำเป็นโอเมก้า-3 ไอโอดีน ใยอาหาร และวิตามินนานาชนิด ที่มีสรรพคุณในการช่วยลดอัตราเสี่ยงของโรคหัวใจและโรคหลอดเลือด เสริมสร้างการทำงานของระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่าย ทั้งยังมีไขมันต่ำที่เหมาะแก่การควบคุมน้ำหนักอีกด้วย

                     อาหารไทย

             ถือเป็นดาวเด่นจากฝั่งเอเชียที่มีสรรพคุณทางยาไม่แพ้อาหารชาติใดในโลก เนื่องจากอาหารไทยใช้ไขมันและเนื้อสัตว์ในการปรุงอาหารน้อย แต่จะเน้นผักและเครื่องเทศที่ได้จากธรรมชาติเป็นส่วนประกอบสำคัญ ซึ่งนอกจากจะทำให้อาหารไทยมีรสชาติเผ็ดร้อนและมีกลิ่นตามต้องการแล้ว อาหารไทยส่วนใหญ่ ยังอุดมไปด้วยเครื่องปรุงที่มีสรรพคุณทางยานานาชนิด ยกตัวอย่างเช่น กระเทียม ที่ถือเป็นวัตถุดิบหลักของอาหาร ไทยเกือบทุกเมนูนั้นมีฤทธิ์อย่างอ่อนในการลดระดับไขมันในเลือด ลดความดันโลหิต และสามารถยับยั้งการเกิดมะเร็งได้ หรือพริกสด ที่เป็นตัวชูโรงของรสชาติอาหารไทย ก็มีสรรพคุณช่วยยับยั้งการหดตัวของหลอดเลือด รักษาอาการบวม ฟกช้ำ กระตุ้นการทำงานของหลอดเลือด  ทั้งยังส่งผลดีต่อระบบเผาผลาญของร่างกาย

           เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับอาหาร 5 สัญชาติที่ช่วยให้อายุยืน? เชื่อแน่ว่าต้องมีอย่างน้อยๆ 1 ชนิด ที่หลายคนยังไม่เคยลิ้มรส อาจเป็นเพราะหน้าตา กลิ่นหรือรสชาติที่ไม่คุ้นเคย แต่ก็อย่างที่คนโบราณเค้าเคยกล่าวเอาไว้ว่า "ไม่ลอง ไม่รู้" อาหารที่มีประโยชน์อาจซ่อนอยู่ในเมนูที่เราไม่เคย รับประทาน เช่นเดียวกับ 5 อาหารนานาชาติที่เราหยิบยกมาพูดถึงกันในวันนี้ก็เป็นได้



เข้าชม : 1161


บทความ 5 อันดับล่าสุด

SAR ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาขอนแก่น ปีงบประมาณ 2560 ( 12 ธ.ค. 2560 )
มารู้จัก "โคลน/ทรายดูด" พร้อมข้อปฏิบัติฉุกเฉิน ก่อนจะยิ่งจมกว่าเดิม ( 28 ก.ย. 2559 )
แอบส่อง! อาหารนักบินอวกาศ ที่ไม่เหมือนกับอาหารคนบนโลก ( 28 ก.ย. 2559 )
ความเชื่อที่ผิด! "สุนัขต้องกิน+แทะกระดูก" คนให้อาจจะบาปไปตลอดชีวิต ( 28 ก.ย. 2559 )
สงสัยมั้ย? "เพนกวิน" ทนอยู่กับหนาวเย็นทั้งชีวิตได้ยังไง ( 28 ก.ย. 2559 )
© Copyright 2010, allright reserved by ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาขอนแก่น
ถนนมิตรภาพ (กม.ที่ 44-45) ต.บ้านไผ่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น 40110  โทรศัพท์  043-274154 - 5   แฟ็กซ์  043-274046

ระบบจัดการเว็บไซต์    ขอนแก่นเว็บดอทคอม