คุณพอใจกับบริการเว็บไซต์ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาขอนแก่น มากน้อยเพียงใด ?

พอใจมากที่สุด
พอใจมาก
พอใจปานกลาง
พอใจน้อย
ควรปรับปรุง




 เริ่มนับ 17 ธ.ค. 2553
ผู้ใช้งานขณะนี้ 1 IP
สถิติวันนี้
16 คน
สถิติเดือนนี้
1162 คน
สถิติปีนี้
2749 คน
สถิติทั้งหมด
209977 คน
(Show/hide IP)
น้ำตาล หวานดี แต่มีโทษ

วันศุกร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ.2557


 น้ำตาล หวานดี แต่มีโทษ


         ลดความหวาน ต้านความแก่ (Woman Plus)
โดย นพ.มงคล แก้วสุทัศน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ
          น้ำตาลเป็นอาหารที่จัดอยู่ในกลุ่มที่ให้คาร์โบไฮเดรตชนิดที่โมเลกุลไม่ซับซ้อน จัดเป็นอาหารให้พลังงานชนิดว่างเปล่า คือ ให้พลังงานแต่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ โดยน้ำตาล 1 กรัม ให้พลังงาน 4 แคลอรี่ ดังนั้นน้ำตาล 1 ช้อนชา จะให้พลังงานประมาณ 15 แคลอรี่ 
          องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า แต่ละวันควรใช้น้ำตาลในการปรุงแต่งรสชาติอาหารไม่เกินร้อยละ 10 ของปริมาณพลังงานทั้งหมด ดังนั้นเพื่อสุขภาพที่ดีจึงแนะนำว่า เด็กเล็กควรรับประทานน้ำตาลไม่เกินวันละ 4 ช้อนชา (16 กรัม) และผู้ใหญ่ควรรับประทานไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา (24 กรัม) ส่วนปัจจุบัน พบว่าคนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยประมาณ 23 ช้อนชา (92 กรัม) ต่อวันซึ่งถือเป็นปริมาณที่มากเกินกว่าที่แนะนำถึงเกือบ 4 เท่า
       
        ประเภทของน้ำตาล
 เราสามารถแบ่งน้ำตาลออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้
        น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ได้แก่
        - น้ำตาลกลูโคส เป็นน้ำตาลมีความหวานน้อยกว่าน้ำตาลทรายประมาณ 40% แต่ดูดซึมได้รวดเร็ว

        - กาแล็กโทส เป็นน้ำตาลที่มาจากนม
        - ฟรุกโทส เป็นน้ำตาลที่อยู่ในผลไม้สุก มีความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายถึง 1.4 เท่า
        น้ำตาลโมเลกุลคู่ ได้แก่
        - น้ำตาลมอลโทส (กลูโคส + กลูโคส)
        - แล็กโทส (กลูโคส + กาแล็กโทส) เป็นน้ำตาลที่มีอยู่ในนมและผลิตภัณฑ์นม

        - น้ำตาลซูโครส (กลูโคส + ฟรุกโทส) เป็นน้ำตาลที่อยู่ในน้ำตาลทราย หรือน้ำตาลอ้อย  

         
          หวานแต่น้อย เท่าที่จำเป็น

          แม้ว่าน้ำตาลจะให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่ก็ไม่ควรกินน้ำตาลเพื่อเป็นแหล่งของพลังงาน เพราะถือว่าเป็นพลังงานที่ไม่ค่อยมีคุณค่า ซึ่งในวันหนึ่ง ๆ เรารับประทานอาหารเข้าไปหลากหลายประเภท ทั้ง แป้ง โปรตีน ไขมัน ซึ่งแล้วแต่เป็นอาหารที่ให้พลังงานสูงทั้งสิ้น ดังนั้น การกินน้ำตาลมาก ๆ ไม่ว่าจะมาจากเครื่องดื่ม ขนมหวาน หรือจากน้ำตาลโดยตรง จะมีอันตรายต่อสุขภาพหลายประการ เช่น ทำให้ฟันผุ และการบริโภคน้ำตาลปริมาณสูงเป็นประจำ นำไปสู่การเพิ่มของน้ำหนักตัว และอ้วนในที่สุด

         โทษของน้ำตาล

          น้ำตาลจะถูกเปลี่ยนเป็นกรด โดยแบคทีเรียในปาก ทำให้เกิดการกัดกร่อนของเคลือบฟัน ทำให้ฟันผุ

         น้ำตาลเป็นพลังงานส่วนเกินที่เก็บสะสมไว้ได้ในร่างกายในรูปของไขมัน ทำให้เกิดโรคอ้วน และน้ำหนักเกิน

น้ำตาลจะไปจับกับคอลลาเจน (ไกลเคชั่น) ลดความยืดหยุ่น ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น
น้ำตาลเป็นแหล่งอาหารของเซลล์มะเร็ง

น้ำตาลเป็นอาหารของยีสต์ในลำไส้ ทำให้ยีสต์เพิ่มจำนวนมากขึ้นและเกิดภาวะลำไส้รั่ว (การดูดซึมบกพร่อง)
          น้ำตาลมีผลเพิ่มปริมาณคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL) และลดปริมาณคอเลสเตอรอลที่ดี (HDL)

            การกินหวานมากทำให้เลือดมีธาตุแคลเซียมสูงขึ้น ฟอสฟอรัสลดลง ซึ่งอาจไปตกตะกอนสร้างปัญหานิ่วในไต

             การเผาผลาญน้ำตาลในร่างกายบ่อย ๆ ยังเร่งให้เกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดทั้งโรคหัวใจและมะเร็ง

           กินน้ำตาลทรายมาก ทำให้กรดอะมิโนที่ชื่อ "ทริปโตเฟน" ถูกเร่งให้ผ่านเข้าสู่สมองมากเกินไป สมดุลของฮอร์โมนในสมองเปลี่ยนแปลง ผลที่ตามมาคือเกิดอาการเหนื่อย เซ็ง ซึมเซา ไม่กระฉับกระเฉง

           น้ำตาลทำให้สมดุลของแร่ธาตุเสียไป ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ทำให้ป่วยง่าย

การกินน้ำตาลมาก ๆ จะทำให้การขับออกของโครเมียมทางไตมากขึ้น ซึ่งโครเมียมเป็นแร่ธาตุที่สำคัญในการเพิ่มการทำงานของอินซูลินในการลดระดับน้ำตาลในเลือด ดังนั้น การกินหวานมาก ๆ จะทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลินได้

            น้ำตาลจะไปลดปริมาณของฮอร์โมนแห่งความอ่อนเยาว์ (Growth Hormone) ทำให้ผิวหนังแห้ง เหี่ยวย่น และอ้วนได้

        เบาหวานและภาวะเสี่ยง

         วิธีที่จะวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวาน คือ การเจาะหาน้ำตาลในเลือดหลังการอดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง (Fasting Blood Sugar) โดยคนที่มีอายุมากกว่า 45 ปี ควรจะเจาะเลือดตรวจทุกปี ถ้าหากปกติก็ให้เจาะทุก 3 ปี หากคุณมีปัจจัยเสี่ยงก็ควรที่เจาะเร็วขึ้น และบ่อยขึ้น โดยปริมาณน้ำตาลในเลือดสามารถแปลผลได้ดังนี้

         >125 มก./เดซิลิตร บ่งชี้ว่าเป็นโรคเบาหวาน

         100-124 มก./เดซิลิตร มีความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน ต้องมีการควบคุมอาหารอย่างเข้มงวด

          85-99 มก./เดซิลิตร ถือเป็นระดับที่สูงกว่าปกติ ต้องมีการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย เป็นต้น

           70-85 มก./เดซิลิตร อยู่ในระดับที่ปลอดภัย

<น้อยกว่า 69 มก./เดซิลิตร ถือเป็นภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

รู้ทันน้ำตาลในอาหาร คิดก่อนกิน

อาหารหลายชนิดมีปริมาณน้ำตาลสูง โดยที่เราอาจรับประทานเข้าไปโดยไม่รู้ เนื่องจากมีความอร่อยมากลบเกลื่อน หรือบางทีก็อาจจะรู้แต่คิดว่านิดหน่อยไม่เป็นไร จนกระทั่งไปตรวจสุขภาพแล้วแพทย์บอกว่าเป็นเบาหวานจึงค่อยมาลดหรือควบคุมอาหาร 

เมื่อการบริโภคน้ำตาลไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ แต่น้ำตาลกลายเป็นส่วนหนึ่งของการบริโภคในชีวิตประจำวันไปแล้ว ดังนั้น การค่อย ๆ เปลี่ยนไปกินอาหารอื่นที่เป็นธรรมชาติและเป็นประโยชน์มากกว่าการกินน้ำตาล จึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณา ทั้งนี้ก็เพื่อให้ร่างกายได้มีการปรับตัวก่อนนั่นเอง โดยมีข้อแนะนำดังนี้

ลดปริมาณน้ำตาลทุกชนิดในอาหาร ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลทรายขาว ทรายแดง น้ำเชื่อม และน้ำผึ้ง

หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลมาก เช่น ลูกอม น้ำอัดลม ขนมเค้ก คุกกี้ ขนมหวานทุกชนิด

อ่านฉลากก่อนกิน เพื่อรู้ปริมาณน้ำตาล (อย่าลืมไม่ควรเกินวันละ 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัม)

เลือกรับประทานอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ
ลดอาหารประเภทแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมื้อเย็น
สร้างนิสัยการกินผลไม้แทนขนมหวานหลังมื้ออาหาร

เพิ่มการบริโภคใยอาหาร โดยทานผักผลไม้อย่างน้อย 5-7 เสิร์ฟต่อวัน ถ้าทานได้ไม่พอ อาจจะต้องพิจารณาถึงอาหารเสริมใยอาหาร


ขอขอบคุณข้อมูลจาก 
http://www.womanplusmagazine.com/ 



เข้าชม : 693


บทความ 5 อันดับล่าสุด

SAR ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาขอนแก่น ปีงบประมาณ 2560 ( 12 ธ.ค. 2560 )
มารู้จัก "โคลน/ทรายดูด" พร้อมข้อปฏิบัติฉุกเฉิน ก่อนจะยิ่งจมกว่าเดิม ( 28 ก.ย. 2559 )
แอบส่อง! อาหารนักบินอวกาศ ที่ไม่เหมือนกับอาหารคนบนโลก ( 28 ก.ย. 2559 )
ความเชื่อที่ผิด! "สุนัขต้องกิน+แทะกระดูก" คนให้อาจจะบาปไปตลอดชีวิต ( 28 ก.ย. 2559 )
สงสัยมั้ย? "เพนกวิน" ทนอยู่กับหนาวเย็นทั้งชีวิตได้ยังไง ( 28 ก.ย. 2559 )
© Copyright 2010, allright reserved by ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาขอนแก่น
ถนนมิตรภาพ (กม.ที่ 44-45) ต.บ้านไผ่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น 40110  โทรศัพท์  043-274154 - 5   แฟ็กซ์  043-274046

ระบบจัดการเว็บไซต์    ขอนแก่นเว็บดอทคอม