คุณพอใจกับบริการเว็บไซต์ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาขอนแก่น มากน้อยเพียงใด ?

พอใจมากที่สุด
พอใจมาก
พอใจปานกลาง
พอใจน้อย
ควรปรับปรุง




 เริ่มนับ 17 ธ.ค. 2553
ผู้ใช้งานขณะนี้ 4 IP
สถิติวันนี้
14 คน
สถิติเดือนนี้
1191 คน
สถิติปีนี้
5691 คน
สถิติทั้งหมด
212919 คน
(Show/hide IP)
ระวัง!...กินเค็มจัด เสี่ยงสารพัดโรค

วันศุกร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ.2557


 ระวัง!...กินเค็มจัด เสี่ยงสารพัดโรค  

 

รสเค็มน่าจะเป็นอีกรสชาติหนึ่งที่หลายคนชื่นชอบ ทั้งที่ต่างรู้กันดีอยู่แล้วว่าความเค็มที่มากเกินไปเป็นปัญหาต่อสุขภาพ พูดกันถึงบทบาทของเกลือ มันค่อนข้างจะมีฐานะดีกว่าน้ำมันและน้ำตาล เนื่องจากเกลือเข้าไปมีส่วนสำคัญในวิถีชีวิตของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เป็นอาหาร ส่วนประกอบของยา ใช้ถนอมอาหาร เป็นเครื่องบ่งชี้สถานะทางสังคม เป็นพาหะสำคัญในการส่งถ่ายสารไอโอดีน และยังถูกใช้ในโรงงานที่ทำสารเคมีที่ใช้ในการผลิตพลาสติก อะลูมิเนียม สบู่ และแก้ว คนช่างสังเกตเก็บข้อมูลไว้ว่ามีการประยุกต์ใช้เกลือมากกว่า 14,000 รูปแบบ

              ในเรื่องอาหารการกินต้องถือว่าอาหารไทยหลายชนิดมีส่วนผสมของเกลือปริมาณสูง และยังซุกซ่อนอยู่ในอาหารสำเร็จรูปหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นขนมถุง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง ผักดอง ซอสต่างๆ และถ้าเรารวมโซเดียมซึ่งเป็นส่วนประกอบของเกลือเข้าไปด้วยย่อมต้องถือว่าเกลือยังแอบอยู่ในผงชูรส เนย มาการีน เป็นต้น

              นอกจากนี้ ในอาหารธรรมชาติบางอย่างก็มีโซเดียมสูงโดยที่ยังไม่ต้องปรุงรส เช่น อาหารทะเล และเนื้อสัตว์ต่างๆ หรือในอาหารบางประเภทที่ไม่มีรสเค็มก็ยังมีโซเดียมผสมอยู่ด้วย เช่น มายองเนส หรือนมผงสำหรับทารก นั่นหมายความเวลาเราจะรับประทานอะไรควรต้องระมัดระวังในการปรุงรสพอสมควร มิฉะนั้นอาจสุ่มเสี่ยงต่อโรคภัยที่เกิดจากการบริโภคโซเดียมสูงเกิน

              ถึงแม้ว่าร่างกายคนเราจะใช้โซเดียมเพื่อการอะไรหลายๆ อย่าง เช่น การควบคุมความเข้มข้นของของเหลวภายนอกเซลล์ ควบคุมการเต้นของหัวใจ เป็นต้น และใช้คลอไรด์ช่วยในการย่อยอาหาร แต่เอาเข้าจริงๆ ร่างกายของคนเรากลับต้องการโซเดียมเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในแต่ละวัน

               ความเข้าใจที่รู้กันดี คือการทานเค็มมากๆ จะทำให้เป็นโรคไต ความดันโลหิตสูง แต่ไม่ใช่เท่านั้น ยังมีอัมพฤกษ์ โรคหัวใจ อาการบวมและหัวใจวาย ริดสีดวง ไมเกรน และภาวะกระดูกบางอีกที่เป็นผลพวงตามมา ข้อมูลทางการแพทย์ยังพบอีกว่าการทานเกลือให้น้อยลงจะส่งผลให้การทำงานของอินซูลินดีขึ้น

               ถามว่าปัจจุบันนี้พฤติกรรมการบริโภคเกลือของคนไทยอยู่ในภาวะที่น่าห่วงแค่ไหน ก่อนอื่นต้องบอกกล่าวก่อนว่าข้อมูลทางโภชนาการของแร่ธาตุโซเดียมที่เป็นส่วนประกอบของเกลือยังไม่สมบูรณ์ บวกกับปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ จึงทำให้ยังไม่มีรายงานการบริโภคเกลือที่ชัดเจนสำหรับคนไทย

               จากการศึกษาพฤติกรรมการบริโภคเกลือในปี 2548 ของนักศึกษามหาวิทยาลัย 6 แห่งในกรุงเทพมหานคร พบว่าร้อยละ 86 ของผู้ที่ทำการสำรวจนิยมเติมน้ำปลาในอาหารและเติมครั้งละประมาณ 1 ช้อนกินข้าวหรือ 15 มิลลิลิตร

               หรือผลการศึกษาพฤติกรรมการบริโภคขนมและอาหารว่างในเด็กอายุ 3-15 ปี เมื่อปี 2547 ก็พบว่าขนมที่เด็กกินมีปริมาณโซเดียมค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน

               ทานเกลือแค่ไหนจึงจะไม่ทำร้ายตัวเอง เรื่องนี้ทางนักโภชนาการเขาไม่ได้กำหนดไว้เป็นปริมาณเกลือ แต่กำหนดเป็นปริมาณโซเดียมซึ่งถือเป็นส่วนประกอบประมาณร้อยละ 40 ของเกลือ

               สำหรับ คนไทยที่อายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป กำหนดไว้ว่าไม่ควรเกิน 2,400 มิลลิกรัม หรือเทียบเป็นปริมาณเกลือก็เท่ากับ 6 กรัม แต่ความเป็นจริงของปริมาณโซเดียมที่คนไทยบริโภคกันตอนนี้กลับสูงถึง 4,500 มิลลิกรัมต่อวัน และยิ่งถ้าเป็นคนชอบทานรสเค็มก็จะสูงถึง 5,800 มิลลิกรัม 

             สังคมคงจะต้องใส่อกใส่ใจกับพฤติกรรม การกินที่ไม่เหมาะสมนี้ และเร่งหาทางออกกันเสียแต่เนิ่น เพราะผลของการบริโภคอาหารปลายธง-น้ำมัน น้ำตาล เกลือที่สูงเกินไป ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังซึ่งเป็นสาเหตุการตายอันดับแรกของคนไทยในปัจจุบัน เรื่องแบบนี้เราสามารถป้องกันได้ก่อนที่จะเกิดการสูญเสีย

 

สถิติปี 2554 จากการสำรวจของกระทรวงสาธารณสุข พบว่าคนไทยป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงจำนวน 11.5 ล้านคน หรือร้อยละ 21.4 เป็นโรคไตจำนวน 7.6 ล้านคนหรือร้อยละ 17.5 เป็นโรคหัวใจขาดเลือดจำนวน 0.75 ล้านคนหรือร้อยละ1.4 โรคหลอดเลือดสมอง โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต 0.5 ล้านคนหรือร้อยละ 1.1 ของผู้ป่วยทั้งหมด มีหลักฐานทางวิชาการว่าการรับประทานเกลือมากจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ เข่นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคอัมพาต โรคไต กระดูกพรุน เป็นต้น

ความดันโลหิตสูง การรับประทานอาหารเค็มจะส่งเสียต่อความดันเหมือนกับการสูบบุหรี่ การออกกำลัง การลดน้ำหนักก็ยังลดความดันโลหิตไม่เท่าการลดอาหารเค็ม การลดเกลือลงวันละ 3 กรัมจะลดความดันลงได้ 5/3 มม ปรอทสำหรับคนที่เป็นความดันโลหิตสูง ลดลงได้ 3/1 ในคนที่ความดันปกติ เชื่อว่าการลดเกลือลงวันละ 6 กรัม จะสามารถลดโรคหลอดเลือดสมองลงได้ร้อยละ 24 ลดโรคหัวใจได้ร้อยละ 18 หากลดเกลือลง 9 กรับจะลดโรคหลอดเลือดสมองลงได้หนึ่งในสาม ลดโรคหัวใจได้หนึ่งในสี่

โรคหัวใจ อาหารเค็มนอกจากทำให้เกิดความดันโลหิตสูงแล้ว เกลือยังทำให้กล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวขึ้น ซึ่งจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจขาดเลือด

มะเร็ง เกลือมีผลโดยตรงกับโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร พบว่ามีความสัมพันธ์กัน หากรับประทานเค็มมากจะพบมะเร็งกระเพาะอาหารสูงขึ้น ทั้งนี้เชื่อว่าอาหารที่เค็มจะทำให้เยื่อบุผิวกระเพาะอาหารเสียทำให้เชื้อโรคเกิดการติดเชื้อ H-pylori infection ซึ่งจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะอาหาร

โรคไต มีการทดลองในคนพบว่าการรับประทานเค็มจะทำให้ไตขับไข่ขาว proteine/albumin ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคไต และโรคหัวใจ นอกจากนั้นเกลือยังทำให้ความดันโลหิคสูงซึ่งจะทำให้ไตเสื่อมลง สำหรับผู้ที่เป็นโรคไตซึ่งการขับเกลือไม่ดี หากรับประทานเกลือมากจะทำให้เกิดการคั่งของน้ำและเกลือ เกิดโรคหัวใจวายได้

การเกิดโรคนิ่วและกระดูกพรุน การรับประทานเกลือมากจะทำให้ร่างกายขับทั้งเกลือและแคลเซี่ยมทางปัสสาวะ ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดนิ่วในไต การที่แคลเซี่ยมถูกขับออกมากร่างกายก็จะนำแคลเซี่ยมจากกระดูกมาทดแทนทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน การลดปริมาณเกลือจาก 10กรัมเหลือ 5 กรับจะมีผลเหมือนการรับประทานแคลเซี่ยมวันละ 1000 กรัม

        โรคหอบหืด พบว่าการกำเริบของโรคหอบหืดสัมพันธ์กับการรับประทานเค็ม หากลดอาหารเค็มก็จะลดการกำเริบของโรคหอบหืด

โรคอ้วน การรับประทานเค็มจะทำให้หิวน้ำบ่อย และหากดื่มน้ำอัดลม หรือน้ำหวาน หรือน้ำผลไม้จะทำให้น้ำหนักขึ้นจากพลังงานส่วนเกิน

การคั่งของน้ำและเกลือ หากเรารับประทานเค็มจะเกิดการคั่งของน้ำและเกลือในร่างกาย  หากเกิดการคั่งมากๆ น้ำจะออกมานอกหลอดเลือดทำให้เกิดอาการบวม โดยเฉพาะที่เท้าเวลาสายๆ และยังพบว่าบวมหลังจากการนั่งเดินทางนานๆ

        ความ "เค็ม" ในอาหาร มาจากไหน?

ความ "เค็ม" ในอาหาร มาจากเครื่องปรุงรสต่างๆ ได้แก่ น้ำปลา เกลือ ซอสต่างๆ ซีอิ๊ว กะปิ ปลาร้า ไตปลา แต่ยังมีเครื่องปรุงรสที่ไม่มีรสเค็ม ได้แก่ ผงชูรส ผงปรุงรสต่างๆ

นอกจากนี้โซเดียมยังมีในอาหารธรรมชาติ ได้แก่ เนื้อสัตว์ต่างๆ จะมีโซเดียมสูง ส่วนอาหารธรรมชาติที่มีโซเดียมต่ำ ได้แก่ ผลไม้ทุกชนิด ผัก ธัญพืชและถั่วเมล็ดแห้ง และเนื้อปลา และในอาหารบางประเภทที่ไม่มีรสเค็มก็ยังมีโซเดียมผสมอยู่ด้วย เช่น ขนมที่ทำด้วยผงฟู ผงชูรส ผงปรุงรส ซุปก้อนเป็นต้น สารกันบูด (โซเดียมเบนโซเอท) นั่นหมายความว่าเวลาเราจะกินอะไรควรต้องระมัดระวังในการปรุงรสพอสมควร มิฉะนั้นอาจสุ่มเสี่ยงต่อโรคภัยที่เกิดจากการโซเดียมสูงเกิน

จากข้อมูลการสำรวจของประเทศไทย โดยกองโภชนาการกรมอนามัย  พบว่าเครื่องปรุงรสที่ใช้ปรุงอาหารมากที่สุดคือ น้ำปลา รองลงมาคือ เกลือ ซีอิ๊วขาว กะปิ ผงปรุงรส น้ำมันหอย น้ำปลาร้า ซอสปรุงรส เครื่องพริกแกง ซีอิ๊วดำ ซุปก้อน ตามลำดับ โดยน้ำปลาและเกลือเท่านั้นที่มีการใช้เกิน 1 ครั้งต่อวัน 

        นอกจากนี้ยังพบว่า ความถี่เฉลี่ยในการกินอาหารและผลิตภัณฑ์อาหารที่มีโซเดียมรวมทุกภาค พบว่า มีการกินน้ำพริกต่างๆ บ่อยมากที่สุด คือ ประมาณ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ รองลงมาคือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มีความถี่เฉลี่ยการกินประมาณ 1.5 ครั้งต่อสัปดาห์  

        จากข้อมูลดังกล่าว จะพบว่าคนไทยได้รับโซเดียมจากการกินอาหารมากถึง 4,351.69 ซึ่งเป็นปริมาณที่สูงกว่าที่ควรได้รับประจำวัน สำหรับคนไทยที่กำหนดให้ได้รับโซเดียมวันละไม่เกิน 2,400 มิลลิกรัม

        ลด "เค็ม" ลดโรค

ลดการใช้เครื่องปรุงรสในอาหาร เช่น ผงปรุงรส น้ำปลา ซีอิ๊ว เกลือ ซอสปรุงรส เต้าเจี้ยว และผงชูรส "ชิมอาหารก่อนเติมทุกครั้ง" เลือกกินอาหารสดหรืออาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด ลดความถี่และปริมาณการกินอาหารที่ใช้ "น้ำจิ้ม" ต้องไม่กินจำเจอยู่อย่างเดียว

ลดการกินอาหารหวานที่มีเกลือ ผลไม้แช่อิ่ม ขนมอบทุกชนิดที่ใส่ผงชูรส เช่น เค้ก โดนัท ขนมปัง เป็นต้น ถ้าลดอาหารพวกนี้ได้ จะช่วยควบคุมน้ำหนักได้ด้วย เพราะอาหารเหล่านี้ไม่มีน้ำตาล ไขมันเป็นส่วนประกอบ หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสจัด อาหารหมักดอง อาหารสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว และควรอ่านฉลากโภชนาการทุกครั้ง เลือกอาหารที่มีโซเดียมน้อยที่สุด ลองเพิ่มการปรุงรสด้วยสมุนไพรเครื่องเทศที่มี "รสเปรี้ยว" หรือ "เผ็ด" แทน

ปรับพฤติกรรมการกิน ปรุงน้อยๆ ไม่เติมน้ำปลา เกลือตามชอบใจ กินอาหารที่ไม่สำเร็จรูปมากนักจะช่วยยืดอายุไตและไม่เสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคร้ายอื่นๆ ตามมา

"ลดอาหารหวาน มัน เค็ม เพิ่มผัก ผลไม้ หมั่นออกกำลังกาย ลดอ้วน ลดโรค" 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก  

http://www.thaihealth.or.th/news.php?id=4952&PHPSESSID=8ff76b68c0d2b8f063edac40bf43fad3

สสส.



เข้าชม : 957


บทความ 5 อันดับล่าสุด

SAR ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาขอนแก่น ปีงบประมาณ 2560 ( 12 ธ.ค. 2560 )
มารู้จัก "โคลน/ทรายดูด" พร้อมข้อปฏิบัติฉุกเฉิน ก่อนจะยิ่งจมกว่าเดิม ( 28 ก.ย. 2559 )
แอบส่อง! อาหารนักบินอวกาศ ที่ไม่เหมือนกับอาหารคนบนโลก ( 28 ก.ย. 2559 )
ความเชื่อที่ผิด! "สุนัขต้องกิน+แทะกระดูก" คนให้อาจจะบาปไปตลอดชีวิต ( 28 ก.ย. 2559 )
สงสัยมั้ย? "เพนกวิน" ทนอยู่กับหนาวเย็นทั้งชีวิตได้ยังไง ( 28 ก.ย. 2559 )
© Copyright 2010, allright reserved by ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาขอนแก่น
ถนนมิตรภาพ (กม.ที่ 44-45) ต.บ้านไผ่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น 40110  โทรศัพท์  043-274154 - 5   แฟ็กซ์  043-274046

ระบบจัดการเว็บไซต์    ขอนแก่นเว็บดอทคอม